Skin Health

สุขภาพผิว
Skin health
ผิวของเราได้รับมลภาวะประจำวัน UV ที่ไม่ดีการบริโภคอาหารที่ไม่ดีและอื่น ๆ …
เพื่อให้ผิวของคุณแข็งแรงเราขอแนะนำเคล็ดลับดี ๆ ในส่วนนี้

ระวัง! หน้าพัง เพราะ 5 พฤติกรรมล้างหน้าผิด

ระวัง! หน้าพัง เพราะ 5 พฤติกรรมล้างหน้าผิด รู้หรือไม่? พฤติกรรมการล้างหน้าแบบผิดๆ เป็นสาเหตุอันตรายกับผิวหน้ามากมาย ทั้งสิวผุด รูขุมขนกว้าง ริ้วรอยก่อนวัย แล้วการล้างหน้าแบบผิดๆ เป็นอย่างไร ที่ผ่านมาใครเผลอทำข้อไหนไปบ้าง รู้ไว้จะได้กลับตัวทันก่อนผิวหน้าจะพัง ไปเช็กกันเลย 1.ล้างหน้าบ่อยเกินไป ความจริงการล้างหน้าบ่อยไม่ได้ช่วยให้ผิวหน้าสะอาดอย่างที่หลายคนคิด แต่ยิ่งทำให้ผิวหน้าแห้ง และต่อมไขมันก็ยิ่งผลิตน้ำมันเพิ่มมากขึ้น ทำให้สิวขึ้นตามมา ดังนั้นควรล้างหน้าเพียงวันละ 2 ครั้ง ก็เพียงพอแล้ว 2.ไม่ล้างหน้าตอนเช้า ถึงจะอยู่แต่ในห้องแอร์ก็ควรล้างหน้า เพราะระหว่างนอนหลับ ต่อมไขมันยังผลิตน้ำมันออกมาตลอดเวลาโดยเฉพาะคนหน้ามันจะเห็นได้ชัดเจน ฉะนั้นตอนเช้าควรล้างหน้าด้วย 3.ล้างหน้านาน นอกจากไม่ล้างหน้าบ่อยๆ การล้างหน้านานเกินไปก็ไม่ควรเช่นกัน เพราะเป็นการรบกวนผิวมากเกินไป ทำให้ผิวอ่อนแอ ที่ถูกต้องควรล้างหน้าประมาณ 30 วินาที – 1 นาที แค่นี้ผิวหน้าก็สะอาดแล้ว 4.ล้างหน้าด้วยน้ำร้อน การล้างหน้าด้วยน้ำร้อนจะทำให้ผิวแห้ง หยาบกร้าน เกิดริ้วรอยง่าย สำหรับน้ำล้างหน้าที่เหมาะที่สุด คือ น้ำอุณหภูมิห้องที่ไม่ร้อนหรือเย็นจนเกินไป 5.ก่อนนอนไม่ยอมล้างเมคอัพ ด้วยความเหนื่อยล้าเชื่อว่าสาวๆ หลายคนคงขี้เกียจหรือเผลอหลับจนลืมล้างเมคอัพออกแน่ๆ หากปล่อยเครื่องสำอางไว้บนหน้าแบบนี้ อาจทำให้รูขุมขนอุดตัน เป็นสิว

นอนก็ไว

นอนก็ไว แต่ทำไมตื่นมาไม่สดใส อะไรคือสาเหตุ? ถ้าทุกๆ เช้าตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกไม่สดชื่น เหมือนยังนอนไม่เต็มอิ่ม ขี้เกียจจนไม่อยากลุก กว่าจะบังคับตัวเองไปอาบน้ำแต่งตัวไปทำงานได้แต่ละวันลำบากสุดๆ   หากไม่อยากมีอาการแบบนี้ มาดูกันว่าอะไรคือสาเหตุ พร้อมเทคนิคที่ช่วยให้ตื่นนอนอย่างสดใส พร้อมเริ่มต้นวันใหม่อย่างสดชื่น จะมีอะไรบ้างไปเช็กกัน นอนน้อยไป นอกจากทำให้ไม่รู้สึกสดชื่นหลังตื่นแล้ว การนอนน้อยกว่า 8 ชม. ยังส่งผลให้สมองเบลอ ตื้อ ตัน คิดอะไรไม่ออก หิวเก่ง และป่วยง่ายอีกด้วย ทางแก้คือควรนอนหลับให้ได้อย่างน้อยวันละ 8 ชม. แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็หาเวลางีบเป็นการชดเชยเวลาที่เสียไป ห้องนอนมืดทึบ การที่ห้องนอนทึบจนแสงแดดลอดผ่านเข้าไปไม่ได้ ก็มีผลเสียอย่างมาก เพราะทำให้นาฬิกาชีวิตไม่สามารถกำหนดได้ว่าเวลาไหนคือเวลาที่ต้องตื่นนอน ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ควรใช้ม่านบังตาหรือผ้าม่าน เพื่อป้องกันไม่ให้แสงจากภายนอกช่วงกลางคืนเข้ามาในห้อง แต่ยังพอมีช่องให้แสงตอนเช้าเข้าห้องได้ เครียดและกังวล ความเครียดและวิตกกังวล เป็นสาเหตุทำให้ประสิทธิภาพในการนอนหลับลดลง ถ้าไม่อยากจะตื่นขึ้นมารู้สึกอ่อนเพลีย ควรหากิจกรรมช่วยผ่อนคลายสมองก่อนนอน เช่น อ่านหนังสือ นั่งสมาธิ เท่านี้ก็ลืมความกังวลได้แล้ว ดื่มคาเฟอีนก่อนนอน หากเผลอดื่มกาแฟเพียง 1 แก้วก่อนนอน จะทำให้ลืมความง่วงจนนอนไม่หลับ หรือกว่าจะหลับก็ดึกดื่นไปเลย ดังนั้นไม่แนะนำให้ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนก่อนเข้านอนจะดีที่สุด หากใครมีพฤติกรรมเช่นนี้ก็ควรเปลี่ยนตัวเองใหม่ ทุกเช้าจะได้ตื่นมาแบบกระฉับกระเฉง

7 สเต็ปดูแลผิว ที่สาวผิวสวยชอบทำ

หากอยากมีผิวสวยสุขภาพดี ดูอ่อนกว่าวัยอยู่เสมอ ต้องดูแลผิวจากภายในสู่ภายนอกอย่างถูกวิธีทุกวันรับรองว่าผิวสวยในฝันอยู่ไม่ไกลเกินเอื่อมอย่างแน่นอน มาดูกันว่า 7 สเต็ปบำรุงผิวมีอย่างไรบ้าง 1. ล้างหน้าให้สะอาดสาวๆ ที่ผิวหน้าต้องสัมผัสเครื่องสำอางทุกวัน ควรเช็ดเครื่องสำอางให้สะอาดและหมดทุกครั้งและอย่าลืมใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าอย่าง Cleansing หรือ Removerเช็ดเครื่องสำอางออกก่อนการล้างหน้าทุกครั้งที่สำคัญควรเลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะกับสภาพผิวตัวเองด้วย 2. ทำความสะอาดผิวด้วยโทนเนอร์หลังล้างหน้าเรียบร้อย ใช้ลำลีชุบโทนเนอร์เช็ดให้ทั่วทั้งใบหน้า โดยวิธีการเช็ดหน้าที่ถูกต้องคือเช็ดจากด้านล่างขึ้นสู่ด้านบนเพื่อเป็นช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นเข้าสู่รูขุมขนและช่วยทำความสะอาดรูขุมขนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3 ทาครีมบำรุงผิวหน้า ใช้โลชั่นทาผิวนวดหน้าด้วยนิ้วมือเพื่อกระตุ้นการดูดซึมของเนื้อครีมเข้าสู่ผิวหน้าได้ดีมากขึ้น ส่วนผิวกายทาด้วยโลชั่นบำรุงผิวและเลือกแบบที่เหมาะกับสภาพผิวด้วย เช่น หากอายุมากขึ้น ควรใช้สูตรที่ลดเลือนริ้วรอย 4. ดื่มน้ำสะอาดวันละ 8-10 แก้วการดื่มน้ำจะช่วยคืนความชุ่มชื้นให้กับผิวได้เป็นอย่างดี ทุกคนควรดื่มน้ำอย่างน้อย 8-10 แก้วต่อวันเพื่อคงความชุ่มชื้นให้ผิวหนัง 5. ทานอาหารต้าน Anti-oxidantเพื่อลดปัญหาผิวหย่อนคล้อยและการเกิดริ้วรอยบนผิว ป้องกันการเกิดสารอนุมูลอิสระซึ่งอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง สามารถพบได้มากในผักผลไม้ เช่น ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ทับทิม อะโวคาโดเป็นต้น 6. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอการนอนช่วยเสริมสร้างสารอาหารให้แก่เซลล์ผิวได้ดี พร้อมฟื้นฟูและซ่อมแซมเซลล์ผิวใหม่นอกจากนี้ยังช่วยในกระบวนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และการเผาผลาญพลังงานในร่างกายให้สมดุลด้วย 7. ออกกำลังวันละ 30 นาทีการออกกำลังกายจะช่วยขับเหงื่อไคลและสิ่งสกปรกใต้ผิว รวมถึงสารพิษต่างๆ ในร่างกายทำให้ผิวสว่างสดใสขึ้น และลดการอุดตันของสิ่งสกปรกใต้ผิวหนัง ซึ่งมีส่วนช่วยแก้ปัญหาสิวได้อีกด้วยจึงควรออกกำลังกายให้สม่ำเสมออย่างน้อยครั้งละ 30 นาที ประมาณ

ผิวมีกี่แบบ แล้วอยากรู้ไหม? ผิวเราเป็นแบบไหน

ผิวแบ่งได้ 5 ประเภท คือ ผิวธรรมดา (Normal Skin) ผิวแห้ง (Dry Skin) ผิวมัน (Oily Skin) ผิวผสม (Combination Skin) ผิวแพ้ง่าย (Sensitive skin) ผิวแบ่งได้ 5 ประเภท คือ เป็นผิวที่สมดุลที่สุด ไม่แห้งไม่มันเกินไป เพราะมีการผลิตน้ำมันได้สมดุล ผิวเนียนเรียบ อ่อนนุ่ม รูขุมขนเล็ก ไม่มีปัญหาเรื่องริ้วรอยหรือสิว เรียกได้ว่าผิวสุขภาพดีได้เลย ลักษณะผิวธรรมดา ไม่มันและไม่แห้งจนเกินไป ผลิตน้ำมันได้สมดุล รูขุมขนเล็ก ไม่มีปัญหาเรื่องริ้วรอยหรือสิว มีการไหลเวียนโลหิตที่ดี ผิวเรียบเนียน วิธีเช็ก สังเกตได้ง่ายที่สุดคือผิวของเด็กเป็นตัวแทนของผิวธรรมดา ผิวแห้ง (Dry Skin) เป็นผิวที่บอบบางและเกิดริ้วรอยง่าย เพราะผลิตน้ำมันน้อยกว่าผิวธรรมดา และขาดกรดไขมันที่ช่วยรักษาความชุ่มชื้น ทำให้ผิวหยาบกร้านและคล้ำได้ง่าย ลักษณะผิวแห้ง: แห้งกร้าน ลอกเป็นขุย คันบ่อย รูขุมขนเล็กละเอียด มีริ้วรอยก่อนวัย วิธีเช็ก เมื่อล้างหน้าแล้วจะรู้สึกหน้าแห้งตึง

นอนกี่ชั่วโมงดี ถึงจะพอดีกับอายุ

การนอนหลับมีความสำคัญกับสุขภาพของทุกคน ซึ่งแต่ละช่วงวัยมีความต้องการพักผ่อนนอนหลับที่ต่างกัน มูลนิธิการนอนหลับแห่งชาติ แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (National Sleep Foundation) บอกไว้ว่าการนอนหลับตอนกลางคืนที่ได้ประสิทธิภาพนั้น ควรใช้เวลานอนให้เหมาะสมกับช่วงอายุ เพราะพัฒนาการของร่างกายแต่ละวัยไม่ต่างกัน มาดูกันดีกว่าว่า เราใช้เวลานอนเหมาะสมกับตัวเองแล้วหรือยัง -เด็กแรกเกิด (อายุ 0-3 เดือน) ควรนอน 14-17 ชม. -เด็กทารก (อายุ 4-11เดือน) ควรนอน 12-15 ชม. -เด็ก (อายุ 1-2 ปี) ควรนอน 11-14 ชม. -วัยอนุบาล (3-5 ปี) ควรนอน 10-13 ชม. -วัยประถม (6-13 ปี) ควรนอน 9-11 ชม. -วัยมัธยม (14-17 ปี) ควรนอน 8-10 ชม. -วัยรุ่น (18-25 ปี) ควรนอน 7-9