Health Care

7 สเต็ปดูแลผิว ที่สาวผิวสวยชอบทำ

หากอยากมีผิวสวยสุขภาพดี ดูอ่อนกว่าวัยอยู่เสมอ ต้องดูแลผิวจากภายในสู่ภายนอกอย่างถูกวิธีทุกวันรับรองว่าผิวสวยในฝันอยู่ไม่ไกลเกินเอื่อมอย่างแน่นอน มาดูกันว่า 7 สเต็ปบำรุงผิวมีอย่างไรบ้าง 1. ล้างหน้าให้สะอาดสาวๆ ที่ผิวหน้าต้องสัมผัสเครื่องสำอางทุกวัน ควรเช็ดเครื่องสำอางให้สะอาดและหมดทุกครั้งและอย่าลืมใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าอย่าง Cleansing หรือ Removerเช็ดเครื่องสำอางออกก่อนการล้างหน้าทุกครั้งที่สำคัญควรเลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะกับสภาพผิวตัวเองด้วย 2. ทำความสะอาดผิวด้วยโทนเนอร์หลังล้างหน้าเรียบร้อย ใช้ลำลีชุบโทนเนอร์เช็ดให้ทั่วทั้งใบหน้า โดยวิธีการเช็ดหน้าที่ถูกต้องคือเช็ดจากด้านล่างขึ้นสู่ด้านบนเพื่อเป็นช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นเข้าสู่รูขุมขนและช่วยทำความสะอาดรูขุมขนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3 ทาครีมบำรุงผิวหน้า ใช้โลชั่นทาผิวนวดหน้าด้วยนิ้วมือเพื่อกระตุ้นการดูดซึมของเนื้อครีมเข้าสู่ผิวหน้าได้ดีมากขึ้น ส่วนผิวกายทาด้วยโลชั่นบำรุงผิวและเลือกแบบที่เหมาะกับสภาพผิวด้วย เช่น หากอายุมากขึ้น ควรใช้สูตรที่ลดเลือนริ้วรอย 4. ดื่มน้ำสะอาดวันละ 8-10 แก้วการดื่มน้ำจะช่วยคืนความชุ่มชื้นให้กับผิวได้เป็นอย่างดี ทุกคนควรดื่มน้ำอย่างน้อย 8-10 แก้วต่อวันเพื่อคงความชุ่มชื้นให้ผิวหนัง 5. ทานอาหารต้าน Anti-oxidantเพื่อลดปัญหาผิวหย่อนคล้อยและการเกิดริ้วรอยบนผิว ป้องกันการเกิดสารอนุมูลอิสระซึ่งอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง สามารถพบได้มากในผักผลไม้ เช่น ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ทับทิม อะโวคาโดเป็นต้น 6. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอการนอนช่วยเสริมสร้างสารอาหารให้แก่เซลล์ผิวได้ดี พร้อมฟื้นฟูและซ่อมแซมเซลล์ผิวใหม่นอกจากนี้ยังช่วยในกระบวนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และการเผาผลาญพลังงานในร่างกายให้สมดุลด้วย 7. ออกกำลังวันละ 30 นาทีการออกกำลังกายจะช่วยขับเหงื่อไคลและสิ่งสกปรกใต้ผิว รวมถึงสารพิษต่างๆ ในร่างกายทำให้ผิวสว่างสดใสขึ้น และลดการอุดตันของสิ่งสกปรกใต้ผิวหนัง ซึ่งมีส่วนช่วยแก้ปัญหาสิวได้อีกด้วยจึงควรออกกำลังกายให้สม่ำเสมออย่างน้อยครั้งละ 30 นาที ประมาณ

หยุด 5 พฤติกรรมร้าย ที่ทำลายสมองอย่างเงียบๆ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสมองคืออวัยวะสำคัญที่สุด และถูกยกให้เป็นศูนย์กลางของการทำงานในร่างกาย คอยควบคุมทุกการกระทำ เช่น เดิน กิน นอน หายใจ ฯลฯ นอกจากสมองสามารถเสื่อมสภาพตามวัยแล้ว ทราบหรือไม่ว่า พฤติกรรมในชีวิตประจำวันก็เป็นตัวการเร่งให้สมองเสื่อมประสิทธิภาพด้วย ซึ่งการใช้ชีวิตแบบผิดๆ ก็อาจกลายเป็นปัจจัยที่เร่งทำให้เป็นโรคสมองฝ่อก่อนวัยได้เช่นกัน ดังนั้นคนหนุ่มคนสาวไม่ควรชะล่าใจ โดยเฉพาะ 5 พฤติกรรมร้ายทำลายสมองเหล่านี้ ที่เป็นสาหตุสำคัญของโรคสมองเสื่อมก่อนวัย จะมีพฤติกรรมใดบ้าง ไปดูกัน 1. งดมื้อเช้า หลังตื่นนอนสมองจำเป็นต้องได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่ การอดมื้อเช้านั้นจะทำให้สมองขาดสารอาหาร นอกจากนี้ยังทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อร่างกายอย่างแน่นอน 2. นอนหลับไม่เพียงพอ การนอนให้ได้วันละ 8 ชม. เป็นสิ่งสำคัญต่อสมองรวมทั้งอวัยวะส่วนอื่นในร่างกาย ซึ่งมีการค้นพบว่า สมองสามารถกำจัดสารพิษในช่วงที่นอนหลับลึกเท่านั้น ดังนั้นการอดนอนจึงเป็นตัวเร่งให้เซลล์สมองตายเร็ว ลดศักยภาพของสมอง และทำให้ความจำไม่ดีอีกด้วย 3. ทานหวานมากเกินไป การทานน้ำตาลมากๆ จะไปรบกวนการดูดซึมสารอาหารและโปรตีน ทำให้ร่างกายเกิดภาวะได้รับสารอาหารไม่เหมาะสมจนขาดสารอาหาร และไปขัดขวางพัฒนาการสมอง ดังนั้นถ้าอยากให้สมองดี แนะนำว่าควรทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลในปริมาณที่พอดี 4. สูบบุหรี่ นอกการสูบบุหรี่จะทำให้เป็นโรคมะเร็งแล้ว ยังมีผลกระทบต่อสมองอีกด้วย โดยสารนิโคตินในบุหรี่ทำให้สมอง หดเล็กลง และที่น่ากลัวคือ หากสมองหดตัวเป็นเวลานาน ก็อาจทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ในที่สุด

สีดวงตาเปลี่ยนไป บอกโรคอะไรได้บ้าง

รู้ไหมว่า สีของดวงตา สามารถบอกโรคได้ เมื่อเกิดความผิดปกติในร่างกาย เพราะดวงตาเป็นส่วนที่อ่อนไหวง่าย มาดูกันว่า สีดวงตาที่เปลี่ยนไปสามารถบอกโรคอะไรบ้าง ตาขาวมีสีเหลือง อาจเกิดจากภาวะตัวเหลืองตาเหลือง หรือตับทำงานผิดปกติ เสี่ยงเป็นโรคตับอักเสบ โรคดีซ่าน แต่หากมีจุดสีเหลืองบริเวณหัวตา อาจเป็นสัญญาณของคอเลสเตอรอลสู ตาขาวมีสีออกแดง ถ้าตาขาวมีลักษณะแดง อาจจะมีอะไรทำให้ให้ตาขาวระคายเคือง ตาดำมีสีขาวขุ่น เสี่ยงต่อการเป็นโรคต้อกระจก หรือที่เรียกกันว่า Cataract สาเหตุเกิดจากการเสื่อมสภาพ ของเลนส์แก้วตา จนทำให้เกิดอาการตาฟางหรือมัว มองเห็นภาพไม่ชัด มักเกิดกับผู้ที่มีอายุ 55-60 ปี ขึ้นไป ตาดำมีสีเขียว เสี่ยงต่อโรคต้อหิน ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดจากความดันในลูกตาสูงขึ้น จะไปกดดันเส้นประสาทตา (optic nerve) ให้เสื่อม และหากมีความดันลูกตาสูงเป็นเวลานาน ประสาทตาจะเสื่อม ทำให้สูญเสียการมองเห็นในที่สุด ดวงตาดำคล้ำ หากนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ ไม่ได้อดหลับอดนอน แต่บริเวณรอบดวงตาหมองคล้ำ อาจหมายถึงกำลังเกิดภาวะโรคภูมิแพ้ โรคไซนัส หรือโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้เรื้อรังก็เป็นได้ หนังตาบวมนานเกินไป อาจมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไตอักเสบ หรือระบบการทำงานของหัวใจผิดปกติ ดังนั้นหากตื่นนอนแล้วตาบวมหรือขอบตาคล้ำ สามารถลดอาการเหล่านี้ได้ ด้วยการใช้ช้อนโลหะแช่เย็นผ้าชุบน้ำเย็นจัดหรือผ้าห่อน้ำแข็ง แตงกวาหรือมันฝรั่งฝานเป็นแว่น ประคบดวงตาทั้งไว้ 5-10

ผิวมีกี่แบบ แล้วอยากรู้ไหม? ผิวเราเป็นแบบไหน

ผิวแบ่งได้ 5 ประเภท คือ ผิวธรรมดา (Normal Skin) ผิวแห้ง (Dry Skin) ผิวมัน (Oily Skin) ผิวผสม (Combination Skin) ผิวแพ้ง่าย (Sensitive skin) ผิวแบ่งได้ 5 ประเภท คือ เป็นผิวที่สมดุลที่สุด ไม่แห้งไม่มันเกินไป เพราะมีการผลิตน้ำมันได้สมดุล ผิวเนียนเรียบ อ่อนนุ่ม รูขุมขนเล็ก ไม่มีปัญหาเรื่องริ้วรอยหรือสิว เรียกได้ว่าผิวสุขภาพดีได้เลย ลักษณะผิวธรรมดา ไม่มันและไม่แห้งจนเกินไป ผลิตน้ำมันได้สมดุล รูขุมขนเล็ก ไม่มีปัญหาเรื่องริ้วรอยหรือสิว มีการไหลเวียนโลหิตที่ดี ผิวเรียบเนียน วิธีเช็ก สังเกตได้ง่ายที่สุดคือผิวของเด็กเป็นตัวแทนของผิวธรรมดา ผิวแห้ง (Dry Skin) เป็นผิวที่บอบบางและเกิดริ้วรอยง่าย เพราะผลิตน้ำมันน้อยกว่าผิวธรรมดา และขาดกรดไขมันที่ช่วยรักษาความชุ่มชื้น ทำให้ผิวหยาบกร้านและคล้ำได้ง่าย ลักษณะผิวแห้ง: แห้งกร้าน ลอกเป็นขุย คันบ่อย รูขุมขนเล็กละเอียด มีริ้วรอยก่อนวัย วิธีเช็ก เมื่อล้างหน้าแล้วจะรู้สึกหน้าแห้งตึง

นอนกี่ชั่วโมงดี ถึงจะพอดีกับอายุ

การนอนหลับมีความสำคัญกับสุขภาพของทุกคน ซึ่งแต่ละช่วงวัยมีความต้องการพักผ่อนนอนหลับที่ต่างกัน มูลนิธิการนอนหลับแห่งชาติ แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (National Sleep Foundation) บอกไว้ว่าการนอนหลับตอนกลางคืนที่ได้ประสิทธิภาพนั้น ควรใช้เวลานอนให้เหมาะสมกับช่วงอายุ เพราะพัฒนาการของร่างกายแต่ละวัยไม่ต่างกัน มาดูกันดีกว่าว่า เราใช้เวลานอนเหมาะสมกับตัวเองแล้วหรือยัง -เด็กแรกเกิด (อายุ 0-3 เดือน) ควรนอน 14-17 ชม. -เด็กทารก (อายุ 4-11เดือน) ควรนอน 12-15 ชม. -เด็ก (อายุ 1-2 ปี) ควรนอน 11-14 ชม. -วัยอนุบาล (3-5 ปี) ควรนอน 10-13 ชม. -วัยประถม (6-13 ปี) ควรนอน 9-11 ชม. -วัยมัธยม (14-17 ปี) ควรนอน 8-10 ชม. -วัยรุ่น (18-25 ปี) ควรนอน 7-9

7 เคล็ดลับยืดอายุสมอง ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ถามหา

โรคความจำเสื่อมเป็นโรคที่พบมากที่สุดในผู้สูงวัยตั้งแต่อายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้ป่วยจะไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเอง ไม่สามารถแยกถูกผิด มีปัญหาในการใช้ภาษา การประสานงานของกล้ามเนื้อเสียไป ความจำเสื่อม ในระยะท้ายของโรคจะสูญเสียความจำทั้งหมด โรคอัลไซเมอร์รักษาได้หรือไม่ ในปัจจุบันโรคอัลไซเมอร์ยังไม่มีวิธีการรักษาให้หายขาดได้ แต่หากพาผู้ป่วยมาพบแพทย์ตั้งแต่ช่วงที่เริ่มเป็น ก็สามารถช่วยชะลออาการไม่ให้เป็นมากขึ้น และป้องกันอันตรายที่อาจเกิดจากภาวะแทรกซ้อนต่างๆ อีกด้วย โรคอัลไซเมอร์จะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ แบบไม่ให้รู้ตัว แต่สามารถสังเกตอาการเตือนเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ดังนี้ 1. ถามซ้ำๆ หรือถามอะไรที่เพิ่งผ่านมา เช่น ถามชื่อบ่อยๆ 2. ทำกิจวัตรประจำวันที่คุ้นเคยไม่ได้เหมือนเดิม 3. มีปัญหาในการใช้ภาษา เช่น ใช้คำผิดความหมาย ลืมคำศัพท์ง่ายๆ 4. สับสนวันเวลาและสถานที่ 5. ตัดสินใจไม่เหมาะสม เช่น เปิดแอร์ทั้งที่อากาศเย็นมาก 6. คิดรวบยอดไม่ได้ เช่น บวกลบคูณหารไม่ได้ 7. เก็บสิ่งของผิดที่ผิดทาง เช่น เก็บกุญแจในตู้เย็น 8. อารมณ์แปรปรวน ทำอะไรที่ต้องวางแผนไม่ค่อยได้ 9. บุคลิกภาพเปลี่ยน เช่น กลายเป็นคนหวาดกลัวง่าย 10. เก็บตัว เซื่องซึม ไม่กระตือรือร้น

ความจริงเกี่ยวกับขอบตาคล้ำที่หลายคนยังเข้าใจผิด

หลายคนคิดว่าขอบตาคล้ำเกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ แต่ความจริงมีหลายปัจจัยที่ทำให้ขอบตาคล้ำได้ เช่น อายุแสงแดด ความเครียด ขาดน้ำ ตั้งครรภ์ สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮออล์ หรือเจ็บป่วย ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับผู้ชาย ผู้หญิง รวมถึงเด็กเล็ก สำหรับวิธีรับมือปัญหาขอบตาคล้ำ หากเกิดจากไลฟสไตล์การใช้ชีวิตหรือสิ่งแวดล้อม ก็อาจแก้ไขได้โดยเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเอง หรือเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงนั้นๆ เช่น พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด ดื่มน้ำ เลี่ยงแสงแดด เป็นต้น แต่ยังมีอีกหนึ่งสาเหตุที่หลายคนคิดว่าน่าจะเกิดจากพักผ่อนน้อยหรือนอนไม่เพียงพอ จนทำให้ขอบตาคล้ำกลายเป็นหมีแพนด้า ต้องวุ่นวายหาเครื่องสำอางมาปกปิดรอยใต้ตากันแทบไม่ทัน แถมยังไม่ได้ผลอีก ซึ่งสาเหตุแท้จริงในกรณีนี้ไม่ใช่แค่อดนอนเท่านั้น แต่เกิดจากโรคภูมิแพ้ โดยสาเหตุของอาการขอบตาคล้ำ (allergic shiner) เพราะโพรงจมูกบวมนาน มีหลอดเลือดฝอยคลั่งบริเวณโพรงจมูกและไซนัส ส่งผลให้เยื่อบุในโพรงจมูกบวม อาการบวมจะไปขัดขวางการไหลเวียนของเลือด หลอดเลือดดำ หลอดเลือดฝอยบริเวณใต้ตา และใต้จมูก ทำให้บริเวณที่การไหลเวียนไม่สะดวกเกิดอาการดำคล้ำ และบวมขึ้น บางคนอาจมีอาการคันหัวตา โดยไม่มีอาการแสดง เพราะเกิดจากการที่เยื่อจมูกบวมมาก ทำให้ท่อน้ำตาที่อยู่ติดกันอักเสบ จนเกิดอาการคันมากที่หัวตา นอกจากนี้การสั่งน้ำมูกรวมถึงการขยี้ตาบ่อย เมื่อเป็นภูมิแพ้ยังส่งผลให้บริเวณรอบดวงตาและใบหน้าเกิดริ้วรอยอีกด้วย สำหรับวิธีแก้อาการขอบตาคล้ำจากการเป็นภูมิแพ้ให้กลับมาสุขภาพดีอีกครั้ง นอกจากดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกาย นอนหลับพักผ่อน ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 8-10 แก้ว เลือกทานผักผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพผิว

7 เทคนิคเพิ่มความฉลาดให้สมองได้จริง

ใครกำลังรู้สึกว่าช่วงนี้สมองล้า เฉื่อยชา และความจำถดถอย เหล่านี้คือเทคนิคเพิ่มประสิทธิภาพในการจดจำเพิ่มความฉลาดให้สมอง เพราะจากผลการวิจัยบอกว่ายิ่งทำได้มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเป็นประโยชน์ต่อสมองมากเท่านั้น ฝึกสมองให้สตรองเสมอ สมองยิ่งใช้มากและบ่อยเท่าไหร่ เซลล์สมองก็ยิ่งเจริญเติบโตมากเท่านั้น ซึ่งช่วยให้การจำดีขึ้นอีกด้วย เช่น เล่นหมากฮอส ต่อจิ๊กซอว์ หรือเล่น Crossword ทานผักผลไม้เป็นประจำ สารต้านอนุมูลอิสระชนิดเข้มข้นสูงที่เรียกว่า Anthocyanidin ในผักและผลไม้จะช่วยสลายอนุมูลอิสระ เกิดสะสมเป็นเวลานานในเนื้อเยื่อไขมัน ซึ่งทำให้สมองอ่อนแอ และชะลออาการความจำเสื่อมในผู้สูงวัย พบได้ มากในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ งดเครื่อมดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากจะไปขัดขวางความสามารถในการสร้างความจำใหม่ๆ โดยเฉพาะชื่อ ตัวเลข หรือเหตุการณ์ณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น รวมถึงการจดจำเรื่องราวในอดีตก็จะลดทอนไปด้วย หมั่นออกกำลังกาย เมื่อร่างกายเคลื่อนไหว สมองจะได้รับกลูโคสและออกซิเจนมาก ทำให้สมองแข็งแรงขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นความจำของสารเคมีในสมองที่เรียกว่า Brain-Derived Neurotrophic Factor ให้ทำงานได้ดีขึ้นด้วย จดช่วยจำ ธรรมชาติของสมองความสามารถในการจำจะลดลง เมื่อจดจ่อกับสิ่งตรงหน้า ดังนั้นการจดบันทึกก็เหมือนเป็นการเพิ่มที่ว่าง ให้สมองทำงานได้เต็มประสิทธิภาพนั่นเอง ทำสมาธิ หากเกิดความเครียด คลื่นสมองจะทำงานเร็วขึ้น ส่งผลให้ลืมสิ่งต่างๆ ได้ง่าย การทำสมาธิด้วยการหลับตาลง ตั้งสติอยู่ที่ปลายจมูก หายใจเข้าออกช้าๆ ทำสลับกัน 10 นาที