Eye Health

สุขภาพดวงตา
Eye health
ดวงตาเป็นอวัยวะที่สำคัญ เมื่อเกิดความเสียหายจะไม่มีการคืนสินค้า
เคล็ดลับของเราจะช่วยให้คุณมีสุขภาพตาที่ดี

น่ากลัวไหม

น่ากลัวไหม? ถ้าต้องเผชิญหน้ากับแสงสีฟ้าทุกวัน นอกจากอันตรายจากรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ในแสงแดดที่ต้องป้องกันทุกวันแล้ว แสงสีฟ้า Blue light ก็เป็นแสงอีกประเภทที่มีความน่ากลัวและอยู่ใกล้ตัวอย่างคาดไม่ถึง เช่น แสงจากหลอดไฟ อุปกรณ์ดิจิทัลต่างๆ จากหน้าจอสมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต ทีวี ซึ่งส่งผลกระทบทั้งในระยะสั้นและยาว ซึ่งอาจรุนแรงจนถึงขั้นเกิดอาการเสื่อมของเยื่อชั้นในดวงตาเลยทีเดียว  แสงสีฟ้า (Blue Light) คืออะไร? เป็นแสงที่ทุกคนมองเห็นได้ในช่วงแสงสีขาว ซึ่งแบ่งได้ 7 สี คือ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด และแดง โดยแสงสีฟ้าจะผสมอยู่ในช่วงสีน้ำเงินกับคราม และแสงสีฟ้ายังถือเป็นแสงที่มีพลังงานสูงใกล้เคียงกับรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ด้วย   แสงสีฟ้ามาจากไหน? • ดวงอาทิตย์ มีปริมาณของแสงที่มีความเข้มมากที่สุด เป็นแหล่งกำเนิดแสงจากธรรมชาติ • อุปกรณ์ต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นจากมนุษย์ โดยเฉพาะจากหลอด LED คือ –    หลอดไฟ LED ตามที่อยู่อาศัย ไฟหน้าและไฟท้ายรถ –  

สีดวงตาเปลี่ยนไป บอกโรคอะไรได้บ้าง

รู้ไหมว่า สีของดวงตา สามารถบอกโรคได้ เมื่อเกิดความผิดปกติในร่างกาย เพราะดวงตาเป็นส่วนที่อ่อนไหวง่าย มาดูกันว่า สีดวงตาที่เปลี่ยนไปสามารถบอกโรคอะไรบ้าง ตาขาวมีสีเหลือง อาจเกิดจากภาวะตัวเหลืองตาเหลือง หรือตับทำงานผิดปกติ เสี่ยงเป็นโรคตับอักเสบ โรคดีซ่าน แต่หากมีจุดสีเหลืองบริเวณหัวตา อาจเป็นสัญญาณของคอเลสเตอรอลสู ตาขาวมีสีออกแดง ถ้าตาขาวมีลักษณะแดง อาจจะมีอะไรทำให้ให้ตาขาวระคายเคือง ตาดำมีสีขาวขุ่น เสี่ยงต่อการเป็นโรคต้อกระจก หรือที่เรียกกันว่า Cataract สาเหตุเกิดจากการเสื่อมสภาพ ของเลนส์แก้วตา จนทำให้เกิดอาการตาฟางหรือมัว มองเห็นภาพไม่ชัด มักเกิดกับผู้ที่มีอายุ 55-60 ปี ขึ้นไป ตาดำมีสีเขียว เสี่ยงต่อโรคต้อหิน ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดจากความดันในลูกตาสูงขึ้น จะไปกดดันเส้นประสาทตา (optic nerve) ให้เสื่อม และหากมีความดันลูกตาสูงเป็นเวลานาน ประสาทตาจะเสื่อม ทำให้สูญเสียการมองเห็นในที่สุด ดวงตาดำคล้ำ หากนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ ไม่ได้อดหลับอดนอน แต่บริเวณรอบดวงตาหมองคล้ำ อาจหมายถึงกำลังเกิดภาวะโรคภูมิแพ้ โรคไซนัส หรือโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้เรื้อรังก็เป็นได้ หนังตาบวมนานเกินไป อาจมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไตอักเสบ หรือระบบการทำงานของหัวใจผิดปกติ ดังนั้นหากตื่นนอนแล้วตาบวมหรือขอบตาคล้ำ สามารถลดอาการเหล่านี้ได้ ด้วยการใช้ช้อนโลหะแช่เย็นผ้าชุบน้ำเย็นจัดหรือผ้าห่อน้ำแข็ง แตงกวาหรือมันฝรั่งฝานเป็นแว่น ประคบดวงตาทั้งไว้ 5-10

ความจริงเกี่ยวกับขอบตาคล้ำที่หลายคนยังเข้าใจผิด

หลายคนคิดว่าขอบตาคล้ำเกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ แต่ความจริงมีหลายปัจจัยที่ทำให้ขอบตาคล้ำได้ เช่น อายุแสงแดด ความเครียด ขาดน้ำ ตั้งครรภ์ สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮออล์ หรือเจ็บป่วย ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับผู้ชาย ผู้หญิง รวมถึงเด็กเล็ก สำหรับวิธีรับมือปัญหาขอบตาคล้ำ หากเกิดจากไลฟสไตล์การใช้ชีวิตหรือสิ่งแวดล้อม ก็อาจแก้ไขได้โดยเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเอง หรือเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงนั้นๆ เช่น พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด ดื่มน้ำ เลี่ยงแสงแดด เป็นต้น แต่ยังมีอีกหนึ่งสาเหตุที่หลายคนคิดว่าน่าจะเกิดจากพักผ่อนน้อยหรือนอนไม่เพียงพอ จนทำให้ขอบตาคล้ำกลายเป็นหมีแพนด้า ต้องวุ่นวายหาเครื่องสำอางมาปกปิดรอยใต้ตากันแทบไม่ทัน แถมยังไม่ได้ผลอีก ซึ่งสาเหตุแท้จริงในกรณีนี้ไม่ใช่แค่อดนอนเท่านั้น แต่เกิดจากโรคภูมิแพ้ โดยสาเหตุของอาการขอบตาคล้ำ (allergic shiner) เพราะโพรงจมูกบวมนาน มีหลอดเลือดฝอยคลั่งบริเวณโพรงจมูกและไซนัส ส่งผลให้เยื่อบุในโพรงจมูกบวม อาการบวมจะไปขัดขวางการไหลเวียนของเลือด หลอดเลือดดำ หลอดเลือดฝอยบริเวณใต้ตา และใต้จมูก ทำให้บริเวณที่การไหลเวียนไม่สะดวกเกิดอาการดำคล้ำ และบวมขึ้น บางคนอาจมีอาการคันหัวตา โดยไม่มีอาการแสดง เพราะเกิดจากการที่เยื่อจมูกบวมมาก ทำให้ท่อน้ำตาที่อยู่ติดกันอักเสบ จนเกิดอาการคันมากที่หัวตา นอกจากนี้การสั่งน้ำมูกรวมถึงการขยี้ตาบ่อย เมื่อเป็นภูมิแพ้ยังส่งผลให้บริเวณรอบดวงตาและใบหน้าเกิดริ้วรอยอีกด้วย สำหรับวิธีแก้อาการขอบตาคล้ำจากการเป็นภูมิแพ้ให้กลับมาสุขภาพดีอีกครั้ง นอกจากดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกาย นอนหลับพักผ่อน ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 8-10 แก้ว เลือกทานผักผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพผิว